วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ส่งบทความ


โลกอาจเคยมีดวงจันทร์สามดวง
นับแต่ครั้งบรรพกาล เรารู้จักดวงจันทร์ว่าเป็นบริวารเพียงหนึ่งเดียวของโลก แต่การศึกษาของนักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งบอกว่า ในอดีต โลกอาจเคยมีบริวารถึงสามดวง

นอกจากดวงจันทร์ดวงกลมที่เรารู้จักกันดีแล้ว ยังมีบริวารดวงเล็กขนาดประมาณดาวเคราะห์น้อย 100 กิโลเมตรอีกสองดวง บริวารทั้งสามใช้วงโคจรรอบโลกร่วมกัน เคลื่อนที่ตามกันไป ดวงเล็กนำหน้าดวงจันทร์ดวงหนึ่ง ตามหลังดวงจันทร์อีกดวงหนึ่ง ทิ้งระยะห่างกัน 60 องศาพอดี เมื่อมองจากโลก ดวงจันทร์น้อยทั้งสองดวงนี้จะดูเหมือนดาวฤกษ์ที่สว่างมาก

จากการศึกษาโดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าดวงจันทร์น้อยสองดวงนี้อาจคงอยู่ได้นับร้อยล้านปีโดยอยู่ในเขตเสถียรในวงโคจรรอบโลกที่เรียกว่าจุดลากรานจ์ (Lagrangian points) ณ จุดนี้แรงดึงดูดโน้มถ่วงระหว่างดวงจันทร์กับโลกหักล้างกันจึงเกิดจุดสมดุลขึ้นพอให้วัตถุได้อาศัยอยู่โดยมีวงโคจรที่เสถียร

รูปตำแหน่งการโคจรแบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นจริงอยู่แล้วที่ดาวพฤหัสบดี นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์น้อยจำนวนหนึ่งใช้วงโคจรร่วมกับดาวพฤหัสบดี โดยมีกลุ่มหนึ่งอยู่นำหน้า 60 องศา และอีกกลุ่มหนึ่งตามหลัง 60 องศา ดาวเคราะห์น้อยกลุ่มนี้เรียกว่าดาวเคราะห์น้อยทรอย (Trojan asteroid)

ตามทฤษฎีกำเนิดดวงจันทร์ที่ยอมรับกันในปัจจุบัน กล่าวว่า ดวงจันทร์เกิดขึ้นเมื่อโลกถูกวัตถุขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนเมื่อราว 4.4 พันล้านปีมาแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ แจ็ก ลิสเซาเออร์ จากสถาบันวิจัยเอมส์ของนาซาในเมาเทนวิว แคลิฟอร์เนีย กับจอห์น แชมเบอรส์ จากสถาบันคาร์เนกีในวอชิงตัน เชื่อว่า ผลจากการชนนั้นไม่ได้ให้แค่ดวงจันทร์ดวงใหญ่ดวงเดียว แต่ยังมีดวงเล็กเกิดขึ้นมาเป็นดวงจันทร์ทรอยด้วย

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เคยคาดว่า วัตถุขนาดเล็กที่หลงเหลือจากการชนจะถูกแรงโน้มถ่วงของระบบโลก-ดวงจันทร์เหวี่ยงออกไปหมด หรือไม่เช่นนั้นก็อาจถูกโลกหรือดวงจันทร์ดูดไปเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง

"วัตถุเหล่านั้นหากเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็จะคงอยู่ได้แค่ไม่กี่ล้านปี" ลิสเซาเออร์กล่าว "แต่ในอดีต ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าในปัจจุบันนี้มาก จุดลากรานจ์จึงเสถียรกว่ามาก ดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ในตำแหน่งนี้ก็จะคงอยู่ในวงโคจรได้นานกว่าด้วยเช่นกัน"

นักดาราศาสตร์คาดว่าดวงจันทร์ทรอยดวงน้อยอาจอยู่ได้นานถึงหนึ่งพันล้านปี หลังจากนั้นเมื่อดวงจันทร์ถอยห่างจากโลกมากขึ้น จุดลากรานจ์ก็ค่อยสูญเสียเสถียรภาพไปทีละน้อย

มาติยา คุก ผู้เชี่ยวชาญกลศาสตร์ท้องฟ้าจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในแวนคูเวอร์ แคนาดา กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้อาจช่วยตอบคำถามคาใจนักดาราศาสตร์ได้ข้อหนึ่ง

นักวิทยาศาสตร์ดวงจันทร์ได้ศึกษาอายุของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์และพบว่าดวงจันทร์เคยผ่านช่วงของการกระหน่ำยิงของอุกกาบาตสองครั้ง ครั้งแรกในยุคเริ่มต้นก่อร่างสร้างตัว และอีกครั้งหนึ่งหลังจากยุคแรกหลายร้อยล้านปี แต่อย่างไรก็ตามยังอธิบายไม่ได้ว่า กองทัพอุกกาบาตในยุคหลังนี้มาจากไหน

เป็นไปได้ไหมว่าดวงจันทร์ดวงน้อยทั้งสองคือแหล่งกำเนิดอุกกาบาตชุดนั้น?

"เราหวังจะให้เป็นเช่นนั้น" คุกกล่าว แต่จากการคำนวณพบว่า ดวงจันทร์น้อยสองดวงนี้ต้องมีขนาดราว 500 กิโลเมตร จึงจะใหญ่พอที่จะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้

ดังนั้น หากดวงจันทร์น้อยไม่ได้ชนโลกหรือดวงจันทร์หรือเหไปหาดวงอาทิตย์จนไหม้เป็นจุณ ก็คงถูกเหวี่ยงออกไปนอกระบบสุริยะทั้งสองดวง และก็น่าจะเชื่อได้ว่าปัจจุบันนี้ก็ยังคงลอยละล่องอยู่ที่ไหนสักแห่ง

=================================================

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551



ไม้ขวด

ไม้ขวดปั่นตาแคทลียาสีชมพูสวย ดอกใหญ่มากๆ ไทรอัมฟ่อน โคโรเนชั่น ต้นเซโตะ Rsc.Triumphal Coronation 'Seto' AM/JOS จากญี่ปุ่นครับ อาเจ็กหยวยท่านปั่นตาจากต้นในภาพครับ รหัสไม้ขวด KY-4816 แต่ต้นในภาพอาเจ็กหยวยท่านยกจำหน่ายให้ผมและผมก็นำไปประกวดชนะได้ที่ 1 กลุ่มแคทลียาสีชมพู แต่ไม่ได้เป็นต้นยอดเยี่ยมประเภทเพราะแพ้คะแนนต้นยอดเยี่ยมของงานคือ ฉงกูเชฟฟิน ในงานประกวดเกษตรสุรนารี 50 ปีที่แล้วครับ ต้นนี้ผมจำหน่ายไปแล้วยกกระถาง 9,000.- บาทครับ ไม้ขวดชุดนี้มีลูกไม้ประมาณ 40 ต้นครับ เฉลี่ยเพียงต้นละ 20.- บาทเท่านั้น ไม้ขวดมีจำนวนจำกัดรีบตัดสินใจนะครับ




==========================================================
ส่งสรุปที่เรียนเมื่อวัน จันทร์ที่14 กรกฏาคม
สรุปการบริหารโครงการ
(Project Management)

โครงการ หมายถึง ข้อเสนอที่จะที่จะดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สำเร็จโดยมีการตระเตรียม และวางแผนงานไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในเรื่องหนึ่ง
ความแตกต่างระหว่างแผนงานและโครงการ แผนงานจะประกอบด้วยโครงการมากกว่า 1 โครงการเป็นการดำเนินงานระยะยาว มีกระบวนการดำเนินการทั่วทั้งองค์การ วิธีการจัดทำแผนงานจะใช้วิธีการวางแผนเชิงกลยุทธ์
ลักษณะของโครงการ
- มีวัตถุประสงค์ชัดเจน
- มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด
- ดำเนินงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัด เวลา ต้นทุน คุณภาพ
วงจรการพัฒนาโครงการ
1.ช่วงระยะก่อนการบริหารโครงการ
2.ช่วงระยะการบริหารโครงการ
3.ช่วงระยะการบำรุงรักษา
การวางแผนโครงการ
-จุดมุ่งหมายของการวางแผน
-ปัจจัยที่ต้องคำนึงในการวางแผน
-ขั้นตอนการวางแผนโครงการ
1).กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของงาน
2.)กำหนดผลิตภัณฑ์ที่จะต้องสงมอบและระบุรายการโครงสร้างงาน
3.)การจัดองค์กร
4.)กำหนดระบบการทำงานและระบบเอกสาร
5.)การกำหนดตารางเวลา
จุดมุ่งหมายของการกำหนดตารางเวลาโครงการ จะต้องทำงานอะไรบ้าง ใช้เวลาเทาไหร่ ใช้ทรัพยากรอะไร
เครื่องมือที่ใช้ในการจัดทำตารางเวลา ประกอบกิจกรรมช่วงเวลา กราฟแท่งแนวนอน
ลักษณะแผนผัง PDM ใช้กล่องสี่เหลี่ยมแทนงาน ลูกศรจะแทนความสัมพันธ์ระหว่างงานในหลายชนิด
ช่วงเริ่มดำเนินงาน ดำเนินการติดตามโครงการตามจุดตรวจสอบ ประเมินผลตามเกณฑ์การวัดผล ติดตามการสื่อสารภายในโครงการ การประชุม
การติดตามดูแลโครงการ (Project Monitoring ) จะมีการติดตาม การวัดความก้าวหน้าระหว่างการดำเนินงาน
กระบวนการแก้ไขปัญหา มีการระบุปัญหา รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์หาสาเหตุ ทำแผนปฏิบัติ เป็นต้น
ความขัดแย้งในโครงการ สาเหตุ ประเภทความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้ง ความตึงเครียดในโครงการ
รูปแบบการปิดโครงการ มีการปิดโครงการเมื่อแล้วเสร็จตามแผน การปิดโครงการกลางคัน การปิดโครงการามเดิม และปิดโครงการใหม่
การประเมินผลโครงการ หมายถึง การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ อันจะนำมาสู่การตัดสินใจ
วัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้การสนับสนุนงบประมาณอย่างพอเพียง ช่วยให้ทรัพยากรเกิดประโยชน์เต็มที่เพื่อให้ได้สารสนเทศที่สำคัญสำหรับผู้บริหารในการตัดสินใจ
ความประหยัด การใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดในการผลิต ใช้ปัจจัยนำเข้าด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความมีประสิทธิภาพ การเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยนำเข้ากับผลผลิต
ความมีประสิทธิผล เปรียบเทียบวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ของโครงการ
ขั้นตอนการจัดทำระบบการประเมินผลโครงการ
ขั้นที่ 1 กำหนดผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ
ขั้นที่ 2 กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน
ขั้นที่ 3 กำหนดวิธีการรวบรวมข้อมูล
ขั้นที่ 4 กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน
ขั้นที่ 5 รายงานผลสัมฤทธิ์
ขั้นที่ 6 ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากการประเมินผลโครงการ

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551



ผมทรงไหนเหมาะกับใบหน้าของคุณ

สาวๆขา อากาศตอนนี้ร้อนเหงื่อแตกเหงื่อแตน ว่าแล้นก็อยากตัดผมรับร้อนกันเป็นแถวๆ ทรงผมเนี่ยช่วยส่งเสริม ความงามบนใบหน้าของสาวๆ ได้นะคะ
วันนี้เลยจัดหาวิธี เลือกทรงผมให้รับกับรูปหน้าของสาวๆกันค่ะ

ก่อนอื่นต้องมาเช็คกันก่อนค่ะ ว่าโครงหน้าของเราเนี่ย มีลักษณะแบบไหน คือเก็บผมเปิดหน้าผาก ให้เห็นความเหม่ง! อูยยยย…ให้เห็นโครงหน้าของเราที่หน้ากระจกกันค่ะ ^_^



หน้ารูปไข่ หน้ารูปไข่เป็นอะไรที่ perfect ค่ะ เพราะสามารถหาทรงผม ที่เข้ากับรูปหน้าได้ง่าย และหลากหลาย ไม่ว่าจะสั้นจะยาว แต่แบบที่สวยโดนใจสุดๆ คงต้องเป็นผมสไลส์ไล่ระดับ ในช่วงใดของใบหน้า ที่อยากให้คนอื่นมอง เช่น สไลซ์ใกล้โหนกแก้ม ริมฝีปาก หรือ คาง
ควรหลีกเลี่ยง ผมสั้นสไลซ์ไล่ระดับ ที่เพิ่มความสูงให้กับส่วนบนของศีรษะ เพราะจะทำให้ใบหน้าดูยาวไปค่ะ
สาวที่มีใบหน้ารูปไข่ อย่าง Charlize Theron กับผมบลอนด ์สไตล์เรโทร ด้วยทรงบ๊อบเคลียไหล่ ที่มีความยาวไม่เท่ากันด้านหน้า ช่วยขับใบหน้าให้ยิ่งดูสวยโดดเด่นค่ะ



หน้าสี่เหลี่ยม สาวที่มีลักษณะหน้าผากกว้าง โหนกแก้มเยอะ หรือคางปาด จะเหมาะกับผมที่เป็นลอนอ่อนๆ ทรงสไลซ์ ให้ไล่ระดับตามกรอบหน้า ถ้าเป็นผมสั้นต้องเป็นปลายแหลมๆ จะดูสวยมากค่ะ ถ้าผมยาวให้สไลซ์ผมกรอมใบหน้าด้านข้าง เพื่อปิดขากรรไกร ไล่ลงมาด้านล่าง
ควรหลีกเลี่ยง ผมบ๊อบตัดตรง โดยเฉพาะที่มีความยาวระดับคาง และผมม้าทื่อๆ เพราะจะยิ่งทำให ้ใบหน้าดูเป็นเหลี่ยมมากขึ้นไปอีกค่ะ
Kate Bosworth กับผมดัดลอนอ่อนๆ ที่ช่วยเพิ่มความหวาน และพรางช่วงกราม และคางให้ดูกลมกลึงมากขึ้นค่ะ



หน้ากลม เหมาะกับทรงผม ที่มีความยาวเลยคางลงไป และทรงผมที่ เล่นระดับจากศีรษะด้านบน ลงด้านล่าง ซึ่งจะช่วยถ่ายเทน้ำหนัก และความกลมตันของใบหน้าให้เฉลี่ยออกไปด้านข้าง ทรงผมที่สวยน่ารัก คือผมดัดลอนอ่อนๆตั้งแต่ช่วงปลายติ่งหูลงไป สไลซ์ให้ยาวระดับไหล่
ควรหลีกเลี่ยง ทรงผมดัดหยิกลอนเล็ก ที่มีความยาวระดับคาง
ไม่ใช่ว่าสาวหน้ากลมห้ามรวบผมตึง โดยเด็ดขาดนะคะ เพราะสาว Christina Ricci ทำให้ดูแล้วว่า ถ้าต้องการรวบผมตึง มีเทคนิคยกช่วงบนให้สูง (อารมณ์ตีโป่งผมช่วงบน แบบทันสมัยหน่ะค่ะ มีอยู่ช่วงนึงเมื่อปลายปี 2004 ที่เหล่าดารา Hollywood ฮิตตีโป่งผมด้านหน้า แล้วปล่อยปลายผมยาว..ทรงนี้สาวหน้ากลมสามารถทำได้ และดูสวยเริ่ดเชียวค่ะ.. การที่ยกผมช่วงบนสูง เพื่อที่จะถ่ายน้ำหนักด้านข้างของใบหน้า ทำให้หน้าดูเพรียวยาวขึ้นได้ค่ะ ^_^





หน้ายาว สำหรับผมตรง ควรเพิ่มความกว้างของใบหน้า ด้วยผมม้า หรือผมแสกข้าง นอกจากนี้ ทรงผมดัดหยิกมีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง ก็สามารถเพิ่มความกว้าง ให้ศีรษะได้ค่ะ
ควรหลีกเลี่ยง ทรงผมสั้นสไลซ์ที่สั้นเกินไป หรือเน้นน้ำหนัก ช่วงบนศีรษะ อย่างตีโป่งด้านหน้า อันนี้ไม่ควรค่ะ เพราะจะเน้นให้ใบหน้าดูยาวยิ่งขึ้นค่ะ
ทรงผมยาวดัดลอนสวยนี้ ช่วยให้สาวที่มีรูปหน้ายาว อย่าง Sarah Jessica Parker ดูมีใบหน้าที่ได้รูปมากขึ้น



หน้ารูปหัวใจ สาวที่มีรูปหน้าแบบนี้ คือหน้าผากค่อนข้างกว้าง หรือเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีโหนกแก้มสูง ส่วนคางแคบ เล็ก แหลม ดวงตาของสาวๆ หน้ารูปหัวใจ จะเป็นจุดเด่นที่สุด บนใบหน้า สิ่งที่ต้องทำคือ เบนความสนใจจากโหนกแก้ม ไปยังส่วนอื่นๆ และพรางคางที่แหลมเล็ก ให้ดูกลมกลึง ได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น ถ้าต้องการตัดผมสั้น ควรให้ผมด้านบนยาว และสไลซ์ให้ดูเบา อย่าง ผมหน้าม้าปาดข้างที่ออกจะฮ็อตฮิตอยู่ สาวๆผมสั้นทรงนี้จะดูเปรี้ยว เฉี่ยว ทันสมัย ไฮโซววว์มากๆค่ะ ถ้าอยากไว้ผมบ็อบระดับคาง หรือเคลียไหล่ เหมาะกับทรงผม ที่เซ็ตปลายสะบัด หรือสไลซ์ปลาย เพราะจะช่วยไม่เน้น ให้คางดูแหลมมากนักค่ะ ถ้าชอบผมยาว จะดูสวยโดดเด่นเป็นพิเศษ กับทรงผมดัดคลื่นลอนอ่อนๆ เพราะบดบังความสูงของโหนกแก้ม และพรางตาไม่ให้คางเล็กแหลม จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนหวานมากยิ่งขึ้นค่ะ
ควรหลีกเลี่ยง ผมม้าตัดตรง เพราะจะเน้นใบหน้าช่วงล่างทั้งคาง และโหนกแก้มให้ชัดเจนมากไปค่ะ ส่วนการสไลซ์ที่ตัดหยาบๆ ไม่บางเบา ก็จะทำให้โครงใบหน้าเราดูแข็งค่ะ
สาวหน้ารูปหัวใจ Kirsten Dunst กับผมดัดลอนอ่อนๆช่วยพรางโหนกแก้ม และคางที่เล็กแหลมให้ดูได้สัดส่วนสวยงามมากขึ้นค่ะ

แถมท้ายอีกนิดนะคะ นอกจากรูปหน้าแล้ว สาวๆต้องดูลักษณะเนื้อผม ประกอบด้วยนะคะ ถ้าผมลีบบางมาก ควรเลือกทรงผมที่สั้นหน่อย เพราะจะช่วยทำให้ผมดูหนา มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ถ้าสาวที่ดัดผมหยิก เป็นคลื่นลอนเล็กน้อยถึงปานกลาง ไปจนกระทั้งลอนรุนแรง ควรสไลซ์เล่นระดับ ควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้ดูสวย ไม่หนาหนักจนเกินไปค่ะ ส่วนสาวๆที่ผมหนามากๆ จะเหมาะมากกับ ทรงผมที่สไลซ์เล่นระดับค่ะ ^_^

ร้อนนี้สาวๆคงหาทรงผมถูกใจ และทรงผมที่สวยรับกับใบหน้ากันได้แล้วนะคะ ^_^

====================================================
สรุปงานที่เรียนเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฏาคม 51

สรุปงานเรื่องการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล


การจัดการ หมายถึง การพัฒนากลยุทธ์ที่ชัดเจนในการดำเนินการกับสารสนเทศที่ได้รับ
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลข่าวสารทุกประเภทที่ได้รับ
ส่วนบุคคล หมายถึง การที่บุคคลมีความต้องการหรือมีความจำเป็นในการสารสนเทศหนึ่งๆในการประกอบกิจการงานหรือการดำรงชีวิตประจำวัน
ยุคของการใช้กระดาษหลัก
ส่วนใหญ่อาศัยกระดาษเป็นหลักและมีตู้เก็บเอกสารเป็นส่วนประกอบ ระบบที่ใช้กระดาษนี้เป็นระบบที่ง่ายต่อการเรียนรู้และการใช้งาน ส่วนจุดด้อยที่สำคัญคือ การค้นกาข้อมูลค่อนข้างยาก
ยุคของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก
ไมโครคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการต่างๆมากขึ้นตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 แต่ละบุคคลเริ่มได้รับสารสนเทศมากขึ้นจากแหล่งต่างๆและยังใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนมากขึ้น
องค์ประกอบของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
จะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากทั้งด้านรูปลักษณ์ ระบบความสามารถในการทำงาน และราคา ตามโครงสร้างของระบบที่ใช้หลักการจัดการฐานข้อมูลแล้ว พบว่าองค์ประกอบที่เหมือนกันคือ ส่วนรับเข้า ส่วนประมวลผล และส่วนแสดงผล
ประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล จะประกอบไปด้วย การจำแนกตามรูปลักษณ์ และจำแนกตามฟังก์ชันการทำงาน
เกณฑ์การการเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล ประกอบด้วย เป้าหมาย ความต้องการด้านสารสนเทศ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสามารถในการทำงาน ราคา ความยากง่ายในการใช้งาน การสนับสนุนด้านเทคนิค การรับฟังความคิดเห็น และการทดลองใช้ระบบ
ระบบนัดหมายส่วนบุคคล
เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พบในระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกับสมุดนัดหมายบุคคลที่เป็นกระดาษเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารเวลาของแต่ละบุคคลช่วยให้มีการใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า
ระบบนัดหมายกลุ่ม
ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการนัดประชุม ที่เรียกว่า “ระบบนัดหมายประชุม” เป็นการนำปฎิทินในการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ของสมาชิกของแต่ละคนมารวมกันและแสดงผลข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกัน ระบบจะแสดงช่วงเวลาสมาชิกทุกคนมีเวลาว่างพร้อมกัน เพื่อให้เลขานุการหรือผู้ใช้ระบบเลือกเอาเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประชุม
ระบบติดตามงานส่วนบุคคล
หมายถึง มีลักษณะคล้ายสมุดจดบันทึกช่วยจำที่เป็นกระดาษ ปัญหาที่พบมากในการบริหารเวลาของตนเองมีอยู่คือ
1.ความพยายามที่จะทำงานหลายอย่างให้เสร็จภายในวันเดียว
2.มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งจึงต้องำงานแบบเร่งรีบในช่วงเวลาสุดท้าย
ระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐาน
เป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุด มีเพียงฟังก์ชันที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นของบุคคลเป็นระบบที่มีเพียงฐานข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยข้อมูลต่างๆที่จำเป็นต่อการประกอบกิจการ หรือการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้ระบบ
ระบบติดต่อสื่อสารแบบซับซ้อน
มีฟังก์ชันการติดต่อสื่อสารซับซ้อนมากขึ้นฐานข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องเหมือนกับระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐาน ยังมีฟังก์ชันการติดต่อสื่อสารทั้งที่ผ่านโทรศัพท์และผ่ายเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีการเชื่อมต่อเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เข้ากับเครื่องโทรศัพท์ เป็นการรวมความสามารถในการทำงานของระบบโทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน
เทคโนโลยีพีดีเอ
เป็นเทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลที่สำคัญและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นคอมพิวเตอร์เฉพาะที่รวมฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ไว้ด้วยกันได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะในการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว
รูปลักษณ์พิเศษที่บ่งบอกความเป็นส่วนบุคคล มีดังนี้
-มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ
-มีน้ำหนักเบา
-พกพาได้สะดวก
-มีความสามารถสูงในการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
-ง่ายต่อการเรียนรู้แลการใช้งาน
-ราคาไม่แพงจนเกินไป
คุณลักษณะของพีดีเอ
-การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
-การจัดเก็บสารสนเทศ
-การสื่อสาร
-การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
-การถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนข้อมูล
ช่องทางการสื่อสารของพีดีเอ
เทคโนโลยีเซลลูลาร์ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
เทคโนโลยีอินฟราเรด เป็นเทคโนโลยีใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้สัญญาณหรือลำแสงพุ่งออกจากอุปกรณ์บังคับระยะไกล
ระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
เป็นระบบที่จัดเก็บสารสนเทศส่วนบุคคลไว้ในรูปเว็บในลักษณะมัลติมีเดียสามารถเข้าถึงได้ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์
จุดเด่นของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
การไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และ การแสดงสารสนเทศในลักษณะมัลติมีเดีย
มาตรฐานสำคัญระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
จำเป็นต้องคำนึงถึงรูปแบบของข้อมูลที่จะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างระบบที่แตกต่างกันจึงจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน โดยอัตโนมัติเพื่อหลีกเหลี่ยงการบันทึกข้อมูลที่ซ้ำ


=================================================

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ส่งการบ้านครั้งที่ 2


“ผู้ชายท้องได้”

นายโธมัส บีตตี้ ชาวอเมริกันวัย 34 ปี เจ้าของสมญา “ผู้ชายท้อง” เพราะเกิดมาเป็นผู้หญิงมาก่อนและสวยระดับนางงามรัฐฮาวาย ตัดสินใจแปลงเพศเป็นผู้ชายด้วยการฉีดฮอร์โมน และ อยากมีลูกกับเมียที่ตั้งท้องไม่ได้แล้วหลังจากตัดมดลูกทิ้งไป จึงยอมตั้งท้องแทนเพราะยังมีมดลูกอยู่เลยผสมเทียม พร้อมเปิดโปงเรื่องราวดังไปทั่วโลกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้ลูกสมใจอยากเป็นลูกสาวที่คลอดออกมาแบบธรรมชาติที่โรงพยาบาลในรัฐโอเรกอน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองลอสแอนเจลิสรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ว่า นิตยสารพีเพิลฉบับวันพฤหัสบดีรายงานว่า ผู้ชายชาวอเมริกันซึ่งเกิดมาเป็นผู้หญิงแต่ภายหลังได้ผ่าตัดแปลงเพศจากผู้หญิงมาเป็นผู้ชายโดยใช้ฮอร์โมนนั้นได้ตั้งครรภ์ จากการผสมเทียมและคลอดลูกออกมาเป็นลูกสาวแล้ว โดยนายโธมัส บีตตี้ วัย 34 ปี ตามสถานะทางกฎหมายนั้นถือว่าเป็นผู้ชาย แต่ยังคงมีอวัยวะของเพศหญิงติดตัวอยู่ คือ มดลูก แต่ได้ผ่าตัดทรวงอกทิ้งไปแล้ว ซึ่งเรื่องราวของเขานั้นเป็นข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วโลกเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เมื่อเขาเปิดเผยว่าเป็นผู้ชายแต่ตั้งท้องได้ จนได้รับสมญาว่า “ผู้ชายท้อง” (Pregnant man)

รายงานข่าวระบุว่า นายบีตตี้ได้คลอดลูกสาวแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ชาร์ลีในเมืองเบนด์รัฐโอเรกอน พร้อมกับกล่าวด้วยว่า “ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างตนกับผู้หญิงทั่วไป คือ ไม่สามารถให้นมแม่กับลูกสาวเกิดใหม่คนนี้เพราะได้ผ่าตัดเต้านมออกไปแล้ว แต่จะว่าไปแล้ว แม่หลายคนก็ไม่สามารถให้นมลูกด้วยตัวเองได้” นอกจากนั้น ลูกสาวคนนี้ยังเป็นลูกคนแรกของนายบีตตี้อีกด้วย และเขาคลอดตามธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการผ่าตัดหน้าท้องเพื่อคลอดลูก

นายบีตตี้ซึ่งดูจากรูปร่างหน้าตาก็เหมือนชายหนุ่มเพราะไว้หนวดเครา ได้เคยให้สัมภาษณ์ในรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์ในรายการ “โอปรา วินฟรีห์ โชว์” โดยพูดถึงเรื่องการตั้งครรภ์ของเขาว่า ไม่คิดว่าเป็นความปรารถนาของเพศชายหรือเพศหญิงที่อยากจะมีลูก แต่เขามองว่าเป็นความต้องการของคนที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และตัวเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งก็มีสิทธิจะมีลูกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

นอกจากนั้น นายบีตตี้ซึ่งเคยมีตำแหน่งเป็นถึงนางงามรัฐฮาวาย ได้เปิดเผยเรื่องราวการ ตั้งครรภ์ด้วยการผสมเทียมเป็นครั้งแรกในบทความทางนิตยสารชั้นนำของบุคคลรักร่วมเพศชื่อ “ดิ แอตโคเคต” (The Adcocate) ในฉบับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาในชื่อเรื่องว่า “ด้วยแรง แห่งรัก” (Labour of Love) ว่า ตัวเขาเองกับภรรยาแนนซี่ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องผิดแปลกแต่ประการใด เพราะภรรยาของเขาไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้ หลังจากที่ได้ผ่าตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว ดังนั้นจึงเลือกวิธีการผสมเทียมแทน ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแง่กฎหมาย การเมือง และสังคม

พวกเขาถูกต่อต้านจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนฝูงและครอบครัว รวมทั้งมีแพทย์คนหนึ่งปฏิเสธที่จะให้บริการทางการแพทย์แก่พวกเขาหลังจากได้หารือกับคณะกรรมการด้านจริยธรรมแล้ว แต่นายบีตตี้ก็ยืนยันว่า ความรู้สึกของการเป็นผู้ชายตั้งครรภ์นั้นวิเศษมาก แม้ท้องจะโตขึ้นเพราะมีชีวิตใหม่อยู่ข้างใน แต่เขาก็ยังหนักแน่นและเชื่อมั่นเรื่องความเป็นผู้ชายของตนเอง

สำหรับลูกสาวของนายบีตตี้นั้น เกิดจากการผสมเทียมด้วยการนำเอาเชื้ออสุจิของผู้บริจาคผสมกับไข่ของนายบีตตี้ ซึ่งเริ่มแปลงเพศเมื่อสิบปีที่แล้วด้วยการฉีดฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ในทุก 2 เดือน ผ่าตัดเอาต่อมน้ำนมออกและทำให้เต้านมแบนราบ ต่อมาเขาได้หยุดการฉีดฮอร์โมนและเริ่มมีประจำเดือนนับตั้งแต่ตัดสินใจเมื่อสองปีก่อนว่าจะมีลูก ส่วนสาเหตุที่เขาตั้งครรภ์เองก็เพราะภรรยาแนนซี่วัย 46 ปีที่เขาแต่งงานด้วยเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น ไม่สามารถมีลูกได้เพราะตัดมดลูกไปแล้ว แต่เธอก็มีลูกสาวโตแล้ว 2 คนกับอดีตสามี.

==============================================


สรุป ที่เรียนในห้อง เมื่อวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 51
=====================================
1.บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการสารสนเทศในการสื่อสาร และการจัดการ
1. บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการสื่อสาร

การสื่อสาร หมายถึง การสื่อข้อความระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยปกติเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ รวมถึงการสนทนาในรูปแบบต่างๆ การใช้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในปัจจุบันสื่อดังกล่าวทำงานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์

2.บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการทั่วไป
การจำแนกบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการบริหารจัดการทั่วไป อาจทำได้หลายประเด็น
1.1 คุณภาพของการจัดการ
1.1.1 การวางแผน
1.1.2 การจัดองค์การและการจัดการบุคลากร
1.1.3 การบริหารงบประมาณ
1.1.4 การบริหารงานโครงการ
1.1.5 การควบคุมการปฏิบัติงานในสำนักงาน
1.1.6 การทำรายงาน
1.2 คุณภาพของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน
1.2.1 การประสานงาน
1.2.2 สารสนเทศ
1.2.3 การตัดสินใจ
1.3 การทำงานเป็นทีม
เทอร์บัน (Turban 1996) กล่าวว่าเป็นการทำงานถาวรหรือชั่วคราวที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปใช้วัตถุประสงค์ร่วมกันในการทำงาน โดยกล่าวประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม ไว้ดังนี้
- กลุ่มงานเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนเพียงคนเดียว
- บุคคลจะรับผิดชอบหากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- กลุ่มงานค้นหาความผิดพลาดบกพร่องได้ดีกว่า
- กลุ่มงานมีสารสนเทศและความรู้มากกว่า
- ช่วยกระตุ้นให้สมาชิกและกระบวนการทำงานดีขึ้น
- แต่ละคนมีพันธะผูกพันในข้อที่ร่วมกันตัดสินใจ
- แต่ละคนจะลดความรู้สึกที่จะต่อต้านสิ่งที่กลุ่มได้ตัดสินใจไปแล้ว
1.4 การทำงานทางไกล ด้วยเครื่องมือการสื่อสารที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ทำงานสามารถที่จะทำงานได้ต่างสถานที่ และเสมือนว่าได้ทำงานในสำนักงานเดียวกัน
1.4.1 ประโยชน์ ช่วยลดปัญหาด้านบุคลากร พื้นที่ใช้งานในหน่วยงาน และปัญหาสังคม
1.4.2 ปัญหา บุคลากรอาจลดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในด้านหน่วยงานอาจไม่มีความพร้อมในการประชุม ผลประกอบการไม่ได้ดังหวัง เป็นต้น
2.การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติโดยมีการแบ่งออกเป็นระดับของบุคคล1.ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยเขียนโปรแกรม
2. ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศแต่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง
3. ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรม แต่มีปฏิสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู้คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ
4. นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม

3 .แนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูลในสำนักงาน การจัดการข้อมูลในสำนักงาน แนวทางในการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน พร้อมตัวอย่างฐานข้อมูล (database) คือ แหล่งรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในด้านใดด้านหนึ่งจัดเก็บให้เป็นระเบียบ ข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูลประโยชน์ของฐานข้อมูล
-การลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล
-การลดความขัดแย้งหรือความต่างกันของข้อมูล
-การพัฒนาระบบใหม่ทำได้สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาสั้น และมีค่าใช้จ่ายต่ำลง
-การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทำได้ง่าย
-การทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น
- ความสามารถในการป้องกันการสูญหายของข้อมูลหรือป้องกันฐานข้อมูลถูกทำลาย เครื่องมือในการจัดการฐานข้อมูลเครื่องมือหลัก คือ ระบบจัดการฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมที่เขียนที่อำนวยความสะดวกในการจัดทำและนำข้อมูลจากฐานข้อมูลมาใช้งาน รวมทั้งการมีระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลโครงสร้างของฐานข้อมูล แบ่งเป็น โครงสร้างเชิงกายภาพและ โครงสร้างเชิงตรรกะ
แนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลในสำนักงาน
1. การศึกษาเบื้องต้นเพื่อจัดทำฐานข้อมูล
2. การออกแบบฐานข้อมูล
3. การจัดทำและนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล
4. การทดสอบและประเมินผล
5. การใช้งานฐานข้อมูล
6. การบำรุงรักษา
4.ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน
1. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลในสำนักงาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ
1.1 คน ในที่นี้มี 2 กลุ่ม คือ
-พนักงานของหน่วยงานที่ไม่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
-พนักงานของหน่วยงานที่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
1.2 ฮาร์ดแวร์
1.3 ซอฟต์แวร์
1.4 ไวรัสคอมพิวเตอร์
1.5 ภัยธรรมชาติ
2. รูปแบบของการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ข้อมูล ได้แก่
2.1 ดาต้าดิดดลิ่ง (data diddling) เป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว 2.2 ม้าโทรจัน (trojan horse) เป็นการทำอาชญากรรมโดยผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่รู้ตัว เช่น การดักขโมยรหัสเพื่อผ่านเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ นำไปใช้ประโยน์ในภายหลัง
2.3 การโจมตีแบบซาลามิ (salami attack) เป็นการนำเศษเงินที่เป็นทศนิยมมารวมเป็นก้อนโต
2.4 แทรปดอร์ (trapdoor) หรือ แบคดอร์ (backdoor) เป็นจุดที่เป็นความลับในโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเข้าสู่โปรแกรมหรือโมดูลได้โดยตรง จึงเป็นช่องโหว่ในการทุจริตได้
2.5 การสงครามแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic warefare) เป็นการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หยุดทำงานหรือการลบข้อมูลในหน่วยความจำ
2.6 ลอจิกบอมบ์ (logic bomb) เป็นการเขียนโปรแกรมโดยกำหนดเงื่อนไขเจาะจงไว้ล่วงหน้า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โปรแกรมดังกล่าวจะทำงานทันที
ไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) หมายถึง โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยมีความสามารถในการแพร่กระจายจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในการแพร่กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์จะแทรกตัวไปกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลหรือซ่อนตัวอยู่ในหน่วยความจำทั้งในหน่วยความจำหลักหรือหน่วยความจำสำรองก็ได้
ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์
1. บู้ตเซกเตอร์ไวรัส (boot sector virus) คือ โปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวในตำแหน่งหน่วยความจำที่เรียกว่า บู้ตเซกเตอร์ไวรัส ตัวอย่างบู้ตเซกเตอร์ไวรัส ได้แก่ AntiCMOS, AntiEXE, Ripper, NYB (New York Boot) เป็นต้น
2. เมโมรี เรสซิเดนต์ ไวรัส (memory resident virus) คือ โปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวในตำแหน่งเมโมรี
3. แมคโคร ไวรัส (macro virus) แพร่ระบาดโดยเมื่อคำสั่งแมคโครใดที่มีโปรแกรมไวรัสแทรกตัวอยู่ถูกเรียกมาทำงาน โปรแกรมไวรัสนั้นจะถูกเรียกมาด้วย ตัวอย่างแมคโคร ไวรัส ได้แก่ Concept, Laroux เป็นต้น
4. ไฟล์ไวรัส (file virus) เป็นโปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวเข้าไปในเอกซ์ซิคิวเทเบิลไฟล์ (executable file) เมื่อโปรแกรมเหล่านี้ถูกเรียกมาทำงานในคอมพิวเตอร์ก็จะแพร่ไปยังโปรแกรมอื่นๆ
5. มัลติพาร์ไทต์ไวรัส (multipartite virus) เป็นไวรัสที่ผสมคุณสมบัติของบู้ตเซกเตอร์ไวรัส ไฟล์ไวรัส เข้าด้วยกัน
6. โปรแกรมกลุ่มอื่นที่เป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส เช่น ลอจิกบอมบ์ ม้าโทรจัน แรบบิต (rabbit) วอร์ม (worm) และอื่นๆ การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์- ให้ใช้โปรแกรมจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น- ทดสอบซอฟต์แวร์ใหม่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เป็นเอกเทศ (stand alone) และไม่มีฮาร์ดดิสก์- ให้สำรองโปรแกรมที่ต้องใช้งาน และแฟ้มข้อมูล- ให้ใช้โปแกรมป้องกันไวรัส (anti virus) ตรวจจับไวรัสเป็นประจำ- ควรมีการสำรองโปรแกรมระบบในดิสเกตต์หรือซีดีรอมโดยเป็นแบบไม่ให้มีการเขียนซ้ำ (write protect)
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
1. การกำหนดการใช้ข้อมูล การกำหนดการใช้ข้อมูล (identification) เป็นการกำหนดสิทธิ์และการได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูล ได้แก่
1.1 การใช้บัตร (card) กุญแจ (key) หรือบัตรผ่านทาง (badge) เพื่อผ่านทางเข้าไปใช้ระบบหรือข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์
1.2 การใช้รหัสเพื่อเข้าสู่ระบบ เป็นการกำหนดรหัสเพื่อให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
1.3 การใช้ลายเซ็นดิจิทัล (digital key) เป็นการรับรองเอกสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับในระบบลายเซ็นดิจิทัล
1.4 การตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบ เช่น การอ่านลายนิ้วมือ การอ่านรูปทรงมือ การตรวจม่านตาหรือเรตินา (retina)
2. การเข้ารหัส การเข้ารหัส (encryption) เป็นกระบวนการเข้ารหัส (encode) ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยการแปลงเนื้อหาที่ปรากฏให้ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ลักลอบข้อมูลไป ทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ข้อมูลที่เข้ารหัสจะต้องผ่านกระบวนการถอดรหัส (decryption) เพื่อถอดรหัส (decode) ให้เหมือนข้อความต้นฉบับ
3. การควบคุมในด้านต่างๆ
3.1 การควบคุมการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล (access control) เป็นการกำหนดระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล
3.2 การควบคุมการตรวจสอบ (audit control)
3.3 การควบคุมคน (people control)
3.4 การควบคุมระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ (physical facilities control)
4. การมีโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ (anti virus program) เป็นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ทันทีที่พบว่าดิสเกตต์ที่นำมาใช้มีไวรัสฝังตัวอยู่ หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากเครือข่ายมีไวรัสติดมาด้วย
5. การจัดทำแผนรองรับกรณีเหตุร้ายหรือแผนฉุกเฉิน (disaster & recovery plan) เป็นแผนฉุกเฉินในการกู้คืนข้อมูล และแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาในระหว่างทำงาน
===============================================