
บทความอาทิตย์ที่29 มิถุนายน
สุนัข
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordate
ไฟลัมย่อย Vertebrate
ชั้น Mammal
อันดับ Carnivora
วงศ์ Canidae
สกุล Canis
สปีชีส์ C. lupus
สปีชีส์ย่อย C. familiaris L.
ข้อมูลทั่วไป[ซ่อน]
ชื่อวิทยาศาสตร์ 'Canis familiaris L.' (Linnaeus, 1758)
สถานะอนุรักษ์
สถานะ : สัตว์เลี้ยง
สุนัข หรือ หมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดหลายสกุลในวงศ์ Canidae ออกลูกเป็นตัว ลำตัวมีขนปกคลุม มีเขี้ยว 2 คู่ เท้าหน้า มี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ซ่อนเล็บไม่ได้ อวัยวะเพศของตัวผู้มีกระดูกอยู่ภายใน 1 ชิ้น ที่ยังคงเป็นสัตว์ป่า เช่น หมาใน (Cuon alpinus) ที่เลี้ยงเป็นสัตว์บ้าน คือ ชนิด Canis familiaris สุนัขเป็นสัตว์ที่มีหลายพันธุ์ เช่น ลาบราดอร์, โกลเด้น, ชิวาวา และอีกมากมาย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ดุและไม่ดุ พันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น โกลเด้น ลาบราดอร์ ที่มีขนาดเล็ก เช่น ชิวาวา ชิสุ ส่วนที่ดุ ได้แก่ ร็อดไวเลอร์ อัลเซเชียน สุนัขแต่ละพันธุ์จะมีนิสัยแตกต่างกัน
สุนัขพัฒนามาจากสัตว์กินเนื้อและล่าเหยื่อ ดังนั้นวิวัฒนาการของฟันสำหรับเคี้ยวเนื้อและกระดูกจึงยังคงมีอยู่ รวมทั้งการมีประสาทดมกลิ่นและตามล่าเหยื่อที่ดีมาก นอกจากนี้สุนัขยังมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทำให้วิ่งได้เร็วและเร่งความเร็วได้เท่าที่ต้องการ ลักษณะการเดินของสุนัขจะทิ้งน้ำหนักตัวบนนิ้วเท้า ซึ่งส่งผลให้สุนัขเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าสัตว์ชนิดอื่น นอกจากนี้สุนัขยังมีสัญชาตญาณในการทำงานเป็นกลุ่ม ดังนั้นสุนัขจึงสามารถล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ[1]
เนื้อหา
1 ประวัติของสุนัข
2 บรรพบุรุษ และที่มาของความเชื่อง
3 ลักษณะทั่วไปและการล่าเหยื่อ
3.1 สุนัขล่าเนื้อ
3.2 สุนัขเล่นกีฬา
3.3 สุนัขเทอร์เรีย
3.4 สุนัขทำงาน
3.5 สุนัขตุ๊กตา
3.6 สุนัขอเนกประสงค์
4 ความรู้สึกและสัญชาตญาณ
5 ลักษณะทางกายภาพ
6 อ้างอิง
7 ดูเพิ่ม
ประวัติของสุนัข
สุนัขมีต้นกำเนิดมาจากสุนัขป่า มนุษย์แถบขั้วโลกเหนือนำมันมาเลี้ยงเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว เชื่อกันว่า สุนัขป่าตัวแรกนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 100 ล้านปีก่อน การอพยพข้ามถิ่นและทวีปต่าง ๆ ทำให้สุนัขมีหลายสายพันธุ์ ชาวจีนมีความเชื่อว่าสุนัขที่ชื่อ Fu มีความซื่อสัตย์ และนำความเจริญมาให้ เป็นสุนัขคล้ายพันธุ์ปักกิ่ง "ANUBIS" ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าโรมันที่ตัวเป็นคน หัวเป็นสุนัข และเชื่อว่าสามารถส่งวิญญาณมนุษย์ได้[2][3]
สุนัขพันธุ์ที่เรียกได้ว่าเป็นสุนัขพันธุ์ต้นตระกูลคือพันธุ์สุนัขทองที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ต่อมามีสุนัขป่าอีกพันธุ์หนึ่งที่มนุษย์นำมาเลี้ยงมีชื่อภาษาละตินว่า Conis Lupees ซึ่งแปลว่าสุนัขป่า สุนัขป่าชนิดนี้จะเชื่องกว่าสุนัขธรรมดา มีขนยาว หางเป็นแผง หูตั้ง กระดูกแก้มโหนก และหางของมันจะเอนขึ้นข้างบน มีนิสัยรักอิสระกว่าสุนัขทอง สุนัขป่านี้เมื่อมาอยู่กับมนุษย์ก็ผสมพันธุ์กับสุนัขทอง ออกลูกหลานสืบมาเป็นสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ มากมาย พันธุ์สุนัขที่เห็นทุกวันนี้ได้รับเชื้อสายมาจากสุนัขพันธุ์ทองเกือบทั้งหมด
การค้นคว้าวิจัยและศึกษาเรื่องราวของสุนัข ได้มีขึ้นในประเทศอังกฤษ ในแถบยุโรปและอเมริกา แล้วจึงแพร่หลายไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก ในสหรัฐอเมริกาได้มีการจัดตั้งเป็นสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขขึ้นในปี ค.ศ. 1878 (พ.ศ. 2421) สุนัขพันธุ์แท้ชนิดแรกที่ได้จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาคือ สุนัขพันธุ์อิงลิชเซทเตอร์ (English Setter) ในประเทศอังกฤษได้มีการรวบรวมกันตั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขขึ้นเช่นกันในปี ค.ศ. 1859 (พ.ศ. 2402) ในครั้งแรกสมาคมนี้ได้รับรองให้จดทะเบียนสุนัขพันธุ์แท้ได้ 40 สายพันธุ์ และได้จัดวิธีการรับรองสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อความเหมาะสมถึง 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) สมาคมนี้ได้ให้การรับรองพันธุ์แท้ต่าง ๆ รวมเป็นจำนวน 46 พันธุ์ การแก้ไขเพิ่มเติมการรับรองเป็นสุนัขพันธุ์แท้เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2417) ได้มีสุนัขที่ให้การรับรองทั้งหมด 100 สายพันธุ์
สำหรับในประเทศไทยนั้น ก็มีผู้สนใจการเลี้ยงสุนัขรวบรวมกันจัดตั้งสมาคมขึ้นเช่นกัน โดยปรารถนาจะส่งเสริมบำรุงและอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้เลี้ยงสุนัขเหมือนกับต่างประเทศ โดยใช้ชื่อว่า สมาคมผู้นิยมสุนัขแห่งประเทศไทย ได้ทำการจดทะเบียนตั้งสมาคมเมื่อปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ถือเป็นการวางรากฐานในการเลี้ยงสุนัขขึ้นในประเทศไทยเป็นแห่งแรก และตั้งใจที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เลี้ยงสุนัขในประเทศไทยได้เช่นเดียวกับต่างประเทศ[3]
[แก้] บรรพบุรุษ และที่มาของความเชื่อง
วิวัฒนาการด้านโมเลกุลของสุนัขชี้ให้เห็นว่าสุนัขเลี้ยงนั้น (Canis lupus familiaris) สืบทอดมาจากจำนวนประชากรหมาป่า (Canis lupus) เพียงตัวเดียวหรือหลายตัว สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งชื่อพวกมัน สุนัขสืบทอดจากหมาป่าและสามารถผสมข้ามพันธุ์กับหมาป่าได้ด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัขนั้นถูกฝังลึกในด้านโบราณคดีและหลักฐานที่ตรงกันชี้ให้เห็นช่วงเวลาของการทำให้สุนัขเชื่องในยุคหินใหม่ ใกล้ ๆ กับขอบเขตของช่วงเพลสโตซีนและโฮโลซีน ในระหว่าง 17,000 - 14,000 ปีมาแล้ว ซากกระดูกฟอสซิลและการวิเคราะห์ยีนของสุนัขในยุคอดีตกับปัจจุบัน และประชากรหมาป่ายังไม่ถูกค้นพบ สุนัขทั้งหมดสืบอายุอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่องด้วยตัวเองหรือไม่ก็ได้ถูกทำให้เชื่องด้วยตัวมันเองในพื้นที่มากกว่าหนึ่งพื้นที่ สุนัขที่ถูกเลี้ยงให้เชื่องแล้วอาจจะผสมข้ามพันธุ์กับประชากรหมาป่าที่อยู่ในถิ่นนั้น ๆ ในหลาย ๆโอกาส กระบวนการนี้รู้จักในทางทางพันธุศาสตร์ว่า อินโทรเกรสชัน (Introgression)
ในยุคแรก ๆ ฟอสซิลสุนัข กะโหลก 2 จากรัสเซียและขากรรไกรล่างจากเยอรมนี พบเมื่อ 13,000 ถึง 17,000 ปีมาแล้ว บรรพบุรุษของมันเป็นหมาป่าโฮลาร์กติก (Canis lupus lupus) ซากศพของสุนัขตัวเล็กจากถ้ำของสมัยวัฒนธรรมนาทูเฟียนของยุคหินได้ถูกเก็บไว้ในแถบตะวันออกกลาง มีอายุราว 12,000 ปีมาแล้ว เข้าใจว่าเป็นทายาทมาจากหมาป่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพศิลปะบนหินและซากกระดูกชี้ให้เห็นว่า เป็นเวลากว่า 14,000 ปีมาแล้วที่สุนัขในที่นี้กำเนิดจากแอฟริกาเหนือข้ามยูเรเชียไปถึงอเมริกาเหนือ หลุมฝังศพสุนัขที่สุสานยุคหินของเมืองสแวร์ดบอร์กในประเทศเดนมาร์กทำให้นึกไปถึงในยุคยุโรปโบราณว่าสุนัขมีค่าเป็นถึงเพื่อนร่วมทางของมนุษย์
การวิเคราะห์ทางยีนได้ให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เหมือนกันมาจนถึงทุกวันนี้ วิล่า ซาโวไลเนน และเพื่อนร่วมงาน พ.ศ. 2540 สรุปว่าบรรพบุรุษของสุนัขได้แยกออกจากหมาป่าชนิดอื่น ๆ มาเป็นเวลาระหว่าง 75,000 ถึง 135,000 ปีมาแล้ว เมื่อผลการวิเคราะห์ที่ตามมาโดยซาโวไลเนน พ.ศ. 2545 ชี้ให้เห็น เผ่าพันธุ์ดั้งเดิมจากกลุ่มยีนสำหรับประชากรสุนัขทั้งหมด ระหว่าง 40,000 ถึง 15,000 ปีมาแล้ว ในเอเชียตะวันออก เวอร์จีเนลลี่ พ.ศ. 2548 แนะนำว่าอย่างไรก็ดี ช่วงเวลาของทั้งคู่จะต้องถูกประเมินผลอีกครั้งในการค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่า นาฬิกาโมเลกุลแบบเก่าที่ใช้วัดเวลานั้นได้กะเวลายุคสมัยของเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาเกินความจริง โดยในความจริง และในการเห็นพ้องกันว่าด้วยเรื่องหลักฐานทางโบราณคดี เป็นเวลาเพียง 15,000 ปีเท่านั้นที่ควรจะเป็นช่วงชีวิตสำหรับความหลากหลายของของสุนัขหมาป่า
สหภาพโซเวียตหรือประเทศรัสเซียในปัจจุบันเคยพยายามนำสุนัขจิ้งจอกมาเลี้ยงให้เชื่อง เช่นในสุนัขจิ้งจอกเงิน และสามารถนำมันมาเลี้ยงได้เพียงแค่ 9 ชั่วอายุของมันหรือน้อยกว่าอายุขัยของมนุษย์ นี่ยังเป็นผลในการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น เช่น สี ที่จะหลายเป็นสีดำ สีขาว หรือสีดำปนขาว พวกมันได้พัฒนาความสามารถในการขยายพันธุ์ตลอดปี หางที่โค้งงอมากขึ้น และหูที่ดูเหี่ยวย่น
=====================================================================================
การบ้าน เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 51
1. วิวัฒนากรของสำนักงาน ในการสอนมีปัญหาอะไรบ้าง จะมีการแก้ปัญหาอย่างไร
-เวลาเรียนชอบง่วง แก้ปัญหาลุกขออนุญาตไปห้องล้างหน้า
- อาจารย์พูดเร็วฟังไม่ทัน แล้วจดไม่ทัน แก้ปัญหา ฟังให้จบแล้วสรุปแต่ละหัวข้อ
=========================================================================
งาน 9 ข้อ
1.จงอธิบายความหมายของสำนักงาน
- คือ สถานที่สำหรับทำธุรกรรมต่างๆ อาจมีเพียงห้องเดียว หรือหลายห้องก็ได้ ดำเนินงานโดยอาศัยสารสนเทศ มีหน้าที่ รับข้อมูลประมวลผล และส่งไป
2.การจัดการสำนักงาน ประกอบด้วยกิจกรรมอะไรบ้าง
- 1. การวางแผนสำนักงาน
2. การจัดสายงาน
3.การควบคุมปฏิบัติงาน
4. การแก้ปัญหา
5. การสร้างขวัญ และกำลังใจ
6. การอำนวยการ
3. การวางแผนสำนักงาน ต้องดำเนินงานอย่างไร
- เริ่มจากจัดสถานที่ แล้ววางแผนขั้นต้อนการปฏิบัติงาน การรับ-ส่ง เอกสาร จัดทำเอกสาร วางแผนเกี่ยวกับการประสารงาน จัดหาบุคลากร วางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร วางแผนการติดต่อสื่อสาร จัดหาซื้ออุปกรณ์ วางแผนค่าใช้จ่าย
4. สภาพแวดล้อมของสำนักงานมีผลต่อการปฏิบัติงานอย่างไร
- ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี จะต้องมีร้านอาหารคอยให้บริการ การคมนาคมสะดวก ถ้าเป็นด้านสภาพจิตใจสถานที่ทำงานควรจะมีโบนัส และสวัสดิการให้
5.เทคโนโลยีที่มีใช้ใน สำนักงานมีอะไรบ้าง
-ระบบงานพิมพ์
-ระบบโทรคมนาคม
-ระบบรับส่งและจัดเอกสาร
-คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
-ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
6. เหตุผลที่หน่วยงานต้องพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ คืออะไร
-เศรษฐกิจทุกวันนี้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิมจึงต้องประหยัดเกี่ยวกับบุคลากรหรือเอกสาร
- ปริมารข้อมูลข่าวสารที่เพิ่มมากขึ้นจึงไม่พอต่อการจัดเก็บจึงต้องพัฒนาระบบงานนอกประวัติขึ้นมา
7. การประยุกต์ใช้คอมฯ สำนักจำแนกได้กี่ด้าน
-มี 4 ด้าน
-การประมวลผลข้อมูล - การจัดทำสารสนเทศ
- การประกอบวิชาชีพ - โดยสนับสนุนผู้บริหาร
8. สำนักงานอัตโนมัติทำประโยชน์
- ประหยัดงบประมาณ
- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
- ผู้บริหารตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
- ผู้ปฏิบัติงานมีดวามภูมิใจในหน่วยงาน
- หน่วยงานมีภาพลักษณ์ที่ดี
9. การพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติมีกี่วิธีมีอะไรบ้าง
- การเลือกแนวทางการพัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ
- การวางแผนพัฒนา
- การพัฒนาและการจัดระบบสำนักงานอัตโนมัติ
===========================================================
สรุปเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสำนักงาน
สำนักงานหมายถึง เป็นสถานที่หนึ่งมากกว่า มีไว้ทำธุรกรรมต่างๆ โดยอาศัยสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ลักษณะข้อมูลสำนักงาน ก็จะมี คำสั่งรายงาน บันทึกช่วยจำ ข่าวเหตุการณ์ต่างๆ ประเภทข้อมูล เอกสารการพิมพ์ เสียง ภาพลักษณ์ สื่อที่คอมพิวเตอร์อ่านได้
องค์ประกอบของสำนักงาน จะประกอบด้วย 7 ด้านดังนี้
- ด้านการปริหารผู้ปริหาร เช่น การรับโทรศัพท์ การรับส่งเอกสาร จัดตารางนัดหมาย การจัดเก็บ และ ค้นหาเอกสาร
- ด้านข้อมูลและเอกสาร มีการบันทึก การรับ-ส่ง เอกสาร
- ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ทำให้หน่วยงานทราบว่าขาดทรัพยากรอะไร
- ด้านการจัดการบุคลากร ทำเกี่ยวกับประวัติบุคคล
- ด้านการเงินและการบันชี ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
- ด้านการจัดการประชุม
- งานประชาสัมพันธ์
เครื่องใช้ในสำนักงานก็จะมี เครื่องพิมพ์ดีด โทรสาร ตู้เก็บเอกสาร เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
การวางแผนสำนักงานจะต้องวางแผนหลายด้าน เช่น สถานที่ การรับส่งเอกสาร การจัดหาบุคลากร ความปลอดภัย การติดต่อสื่อสาร การจัดซื้ออุปกรณ์ ค่าใช้จ่าย การจัดสายงานจะมีหลายสาย เช่น งานสายวิชาชีพ สายสนับสนุน สายสำนักงาน การควบคุมการปฏิบัติงาน ต้องควบคุมให้พนักงานทำให้ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด
ส่วนปัญหาที่จะเกิดขึ้นในสำนักงาน ผู้บริหารควรสังเกตปัญหาเหล่านี้ จึงจะไม่เกิดปัญหา เราควรสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับพนักงานเช่น มีโบนัสให้ตอนสิ้นปี มีสวัสดิการ และสภาพแวดล้อมของที่ทำงาน ควรสะดวก สบายทางด้านร้านค้า และการเดินทางคมนาคม เทคโนโลยีที่ช่วยในสำนักงาน จะเกี่ยวกับ ระบบงานพิมพ์ ระบบโทรคมนาคม รับ-ส่งเอกสาร คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ระบบเครือค่ายอินเทอร์เน็ต
เหตุผลที่ทำให้เกิดสำนักงานอัตโนมัติ
เศรษฐกิจในทักวันนี้ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จึงช่วยลดการใช้บุคลากร และกระดาษเอกสารลงได้ และเทคโนโลยีเดิมไม่เพียงพอกับ การจัดการเอกสารจำนวนมาก
สำนักงานอัตโนมัติ หมายถึง การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ และ การสื่อสารในสำนักงาน แนวคิดของ ครรชิต มาลัยวงศ์ หมายถึง การนำคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานมาเชื่อมโยงกัน
องค์ประกอบของสำนักงานอัตโนมัติ ประกอบด้วย บุคลากร กระบวนการปฏิบัติงาน เอกสาร ข้อมูล
ประโยชน์ของสำนักงานอัตโนมัติ
- ประหยัดงบประมาณ
- ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย
- ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ใช้ก็ต่อเมื่อต้องการประสิทธิภาพงานที่สูงมาก
- เมนเฟรม ใช้กับบริษัทขนาดใหญ่
- มินิคอมพิวเตอร์
- ไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
- เทคโนโลยีการคมนาคม การใช้โทรศัพท์ โทรสาร การประชุมทางไกล
ระบบสื่อสารข้อมูลมีส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
1. ส่วนรับ-ส่ง ข้อมูล
2. ส่วนแปลงสัญญาณ
3. ส่วนการสื่อสาร
เทคโนโลยีสำนักงาน อัตโนมัติ
- งานกราฟิก
- ระบบอินเทอร์เน็ต
ลักษณะของสำนักงานที่มีประสิทธิภาพ
- ผู้บริหารและ พนักงาน ต้องเป็นระบบเครือค่ายเดียวกัน
- วางแผนข้อมูลให้ค้นหาได้รวดเร็ว
- ผู้บริหารใช้งานสำนักงานอัตโนมัติด้วยตัวเองเสมอ
ผู้บิหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง นักคอมพิวเตอร์เป็นบุคลากรที่มีบทบาทในการริเริ่มใช้ระบบสำนักงานอัตโนมัติ
ประเด็นสำคัญในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ
- เลือกแนวทางการพัฒนางานสำนักงานอัตโนมัติ
- การวางแผนการพัฒนา
- การพัฒนาและจัดกาสำนักงานอัตโนมัติ
- การประเมินผล
สิ่งที่สำคัญในการวางแผนงาน ได้แก่ หน่วยงาน สถานภาพ ลักษณะหน่วยงาน ผู้ใช้ การสื่อสาร ลักษณะสารสนเทศ
-----------------------------------------------------------------------------------
แปลสไลด์ที่ 32 และ 33 วิวัฒนาการของสำนักงานอัตโนมัติ
1932 อัตโนมัติกระดาษ-เทป typewriter
1933 เกี่ยวกับไฟฟ้า typewriter (IBM)
1935 สำเนา
1939 เครื่องคิดเลข(John v.Atanasofford Berry)
1942 I-froerunner เครื่องหมายสมัยใหม่ของคอมพิวเตอร์
1945 Eniac คอมพิวเตอร์ - Processes ข้อมูลดิจิตอล
1949 Eniac (John von Neumann’s ความคิดโปรแกรมห้างร้าน)
1951 Univaci (U.S.Census การสั่งมอบพนักงาน)
1954 Univaci (โฆษณาแรกใช้)
1961 Selectric typewriter (IBM)
1963 Minicomputer (บริษัทอุปกรณ์ดิจิตอล , DEC)
1964 MT/ST (IBM)
1969 MC/ST (IBM)
1971 Microprocessor (Intel)
1972 ระบบวีดีโอแสดงสำหรับประมวลผลคำ
1973 ระบบแผ่นดิสเก็ตสำหรับประมวลผลคำ
1977 Minicomputer (แอปเปิล)
1978 อิเล็กทรอนิคส์ typewriter (EXXON)
1981 IBM personal คอมพิวเตอร์
1980s จดหมายเสียง,เครือข่าย, graphical ส่วนติดต่อผู้ใช้
1900s personalเครื่องสื่อสาร มัลติมีเดีย,ผลิตภัณฑ์สมาร์ต,
=============================================================
